dot dot
bulletแกลเลอร์รี่ เมโทรฯ
bulletหย่อง ตัดโดย เมโทรฯ
bulletเพลินเพลงไวโอลิน
bulletเด็กกับทักษะทางดนตรี
bulletเตรียมตัวเรียนดนตรี
bulletคำถามที่พบบ่อย
bulletเลือกไวโอลินและคันชัก
bulletคันชักไม้หลายชนิด ดูให้เป็น
bulletไวโอลินก็มีหัวใจ
bulletมือใหม่และไวโอลิน
bulletเรื่องสัพเพเหระ
bulletเรื่องหย่องไวโอลิน
bulletวิธีผลิตไวโอลินและคันชัก
bulletส่วนต่าง ๆ ของคันชัก
bulletส่วนต่าง ๆ ของไวโอลิน
bulletภาพไวโอลินระดับโลก
bulletวิธีอ่านโน๊ตและการวางนิ้ว
bulletเข้าใจไวโอลินสเกล
bulletเล่นไวโอลินให้ดูสง่างาม
bulletหัดทำไวบราโต้ (Vibrato)
bulletหัดจับคันชักแบบ Itzhak
bulletไวโอลินสวย ๆ
bulletเวปไซด์นักไวโอลินชื่อดัง
bulletโน๊ตเพลงลาติน
bulletโน๊ตเพลงแบบง่าย
bulletโน๊ตเพลงป๊อป
bulletโน๊ตเพลงคลาสสิค
bulletโน๊ตเพลงพระราชนิพนธ์
bulletท่านถาม - เราตอบ
bulletนโยบายความเป็นส่วนตัว


Fine French violins and bow


เรื่องสัพเพเหระ



ภูมิหลังของไวโอลิน

ไม้ที่ใช้ทำไวโอลิน

เรื่องซับซ้อนของไม้

ไวโอลินแบ่งได้เป็นหลายประเภท

วานิชที่ใช้ทาไวโอลิน

การหยิบจับไวโอลินที่ถูกต้อง

การทำความสะอาดไวโอลิน

วัสดุที่นำมาทำคันชักมีกี่ชนิด

หางม้าที่ดีมาจากไหน

เรื่องของยางสน

เชื่อหรือไม่

 

ภูมิหลังของไวโอลิน 

 

ไวโอลินถูกพัฒนาขึ้นระหว่างต้นปีถึงกลางปี 1500 โดยช่างไวโอลินชื่อ อันเดรีย อามาตี้ (Andrea Amati) ชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นนักเรียนฝึกหัดทำเครื่องดนตรีประเภทเครื่อสายโบราณที่เรียกว่า ลู๊ท (Lute) ซึ่งในเวลาต่อมา อันเดรีย ได้พัฒนาฝีมือของตนจนถึงขั้นเป็นช่างชั้นครูเมื่อราวปี 1515 ไวโอลินบางส่วนที่เขาได้ทำขึ้นก็มีอยู่มาถึงทุกวันนี้ หลาย ๆ ชิ้น ที่เก่าแก่ที่สุดของอามาตี้ที่ทราบกันอย่างเป็นทางการนั้นผลิตขึ้นในปี 1567 เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่ทำขึ้นถวาย กษัตริย์ชาลส์ ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส  ถัดมาอีกประมาณ 100 ปี ก็มีช่างไวโอลินชั้นครูที่จัดว่ามีชื่อเสียงที่สุดของโลกขึ้นเขาคือ อันโตนิโอ    สตราดิวารี่ (Antonio Stradivari) ครีโมนา ประเทศอิตาลี สตราดิวารี่ ในชั้นต้นเคยเป็นนักเรียนฝึกหัดของ นิโกโล่ อามาตี้ (Nicolo Amati – เป็นหลานปู่ของ อันเดรีย อามาตี้) ช่างคนนี้เองได้พัฒนาการสร้างไวโอลินให้มาถึงจุดสูงสุด ในราวปี 1710 ซึ่งนับเป็นยุคทองของการสร้างไวโอลิน
 
โดยปกติแล้วไวโอลินชั้นเยี่ยมจะถูกผลิตขึ้นโดยช่างชั้นครูคราวละเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น ทุก ๆ ชิ้นส่วนจะถูกทำขึ้นอย่างระมัดระวังทีละชิ้น และตั้งอกตั้งใจสร้างสัดส่วนด้านหน้าและหลังของไวโอลินให้มีรูปทรงเป็นเหมือนกล่องเล็ก ๆ ที่มีความสวยงดงาม อีกทั้งมีคุณสมบัติเป็นเหมือนเครื่องขยายเสียง ทำให้เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนจากการสีมีความเข้มข้นเต็มที่ 

         ขั้นตอนการสร้างไวโอลินแบบดั้งเดิมยังคงใช้ในการสร้างไวโอลินชั้นดีมาจนกระทั่งทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามหลังจากยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม มีการนำเครื่องจักรเข้ามาร่วมใช้ในขั้นตอนการผลิตไวโอลินที่มีคุณภาพรองลงมาซึ่งมีโรงงานอยู่มากในประเทศเยอรมัน ซึ่งเราเรียกกันว่าไวโอลินโรงงาน หรือ Factory violin นั่นเอง อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่าง ๆ ในการผลิตส่วนหนึ่งยังต้องใช้มือในการสร้างอยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างไวโอลินที่มีคุณภาพใดก็ตาม โดยทั่วไปแล้วไวโอลินชั้นดี ที่สร้างมาจากไม้ชั้นดีที่คัดสรรแล้ว ยังคงต้องใช้ขั้นตอนการสร้างอย่างพิถีพิถันด้วยมือผู้ชำนาญเป็นสำคัญ

 การตัดไม้ชั้นดีมีมาตรฐานที่ใช้ในการผลิตไวโอลิน
เรียกกันว่า โทนวู๊ด (Tone wood) และการบ่มไม้ (seasoning)



          ไม้ที่ดีเหมาะจะนำมาทำเป็นไม้แผ่นหน้าของไวโอลิน และเครื่องดนตรีอื่น ๆ นั้น เป็นไม้ชนิดพิเศษซึ่ง โดยมากมักจะใช้ ไม้สปรู๊ซชั้นดี ซึ่งไม้นี้จัดเป็นไม้สนชนิดหนึ่งโดยเฉพาะสายพันธ์ที่ มีชื่อว่า พิเชีย เอ็กเซลซ่า (Pecea excelsa) ที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่สูงกว่า ระดับน้ำทะเลระหว่าง1000 ถึง 1400 เมตร ไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็น พุ่มสูงทรงปิรามิด และทนต่อความหนาวเย็น มีอายุยืนมาก อีกทั้งมี ลักษณะทนทานต่อความหนาวเย็นได้อย่างยอดเยี่ยม   ไม้ชันดีนั้นจะมีคุณลักษณะพิเศษคือมี วงปีที่ค่อนข้างแคบ ในลักษณะสม่ำเสมอ ไม้ลักษณะเช่นนี้จะถูกโค่น ในระหว่างฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว และจะต้องเป็นช่วงวันที่เป็นวันข้างแรมเท่านั้น เนื่องจากจะ เป็นช่วงที่มีหนอนต้นไม้และมีราไม้ในปริมาณที่น้อย นอกจากนี้ยังเชื่อกัน ว่าไม้ที่ดีที่สุดจะขึ้นอยู่ทางด้านทิศเหนือ และขึ้นบนที่ ๆ ไม่ลาดชันนัก และอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างร่ม มีไม้อื่นกำบัง
 
          หลังจากไม้ถูกตัดแบ่งเรียบร้อยแล้วให้ได้ตามขนาดที่ต้องการแล้ว ก็จะถูกทิ้งไว้อีกระยะหนึ่ง เพื่อให้แห้งตัวลงเล็กน้อย เมื่อครบกำหนดแล้ว จะถูกนำไปเคลือบด้วยขี้ผึ้ง หรือที่เรียกว่า พาราฟิน เป็นการป้องกันการแตกร้าวในเนื้อไม้  หลังจากนั้นท่อนไม้ก็จะถูกคัดเลือกอีกครั้งด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด ทีละชิ้น ทีละชิ้น ก่อนจะนำไปเก็บบ่มไว้อีกครั้งในห้องเก็บที่มีอุณหภูมิ และมีความชื้นที่เหมาะสมเพื่อให้แห้ง บางท่อนจะถูกเก็บไว้นานหลายสิบปี ก่อนจะถูกนำมาทำไว้โอลินชั้นเยี่ยมโดยช่างไวโอลินชั้นครู และไวโอลินนั้นจะมีราคาสูงมาก
 
เรื่องซับซ้อนของไม้ที่ไม่ใช่เป็นแค่ไม้
 
 
 
สปรู๊ซ คือไม้ที่ถูกคัดเลือกเพื่อนำมาใช้เป็นไม้แผ่นหน้า ที่เรียกกันว่า soundboard มานานแล้ว นอกจากนั้น ยังใช้ทำเป็น เบสบาร์ (Bass bar – ชิ้นไม้ที่ถูกนำไปติดไว้ด้านในของไม้แผ่นหน้าเพื่อปรับความสมดุลของเสียงเบส) ส่วนที่เป็น ซาวด์โพสท์ (Soundpost – แท่งที่ใช้ปรับเสียงที่ถูกสอดเข้าไปในไวโอลินเมื่อทำเสร็จแล้ว)อีกด้วย นอกจากสองส่วนนี้แล้ว ส่วนที่เรียกว่า บล็อก (Block – ชิ้นไม้ขนาดเล็กที่ติดไว้กับรอยต่อหกจุดบนโครงไวโอลิน) และ ไลน์นิ่ง (Lining – ส่วนที่เป็นขอบในของไวโอลิน) ความเหมาะสมในการใช้ไม้ชนิดนี้ก็คือมีความแข็งแรง มีความเบา และตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนได้ดี สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สามารถบอกคุณสมบัติของไม้นี้ก็คือ เนื้อเยื่อของไม้ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป ไม้ที่มาจากต้นที่ต่างกันส่วนความกว้างของลำต้น น้ำหนัก ความหนาแน่นของเนื้อไม้ก็ต่างกัน นอกจากนี้แม้ในไม้ต้นเดียวกันก็ยังมีความต่างกันอยู่ในแต่ละส่วน เช่นเนื้อเยื่อของไม้ วงปี จะมีความกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในส่วนที่อยู่ห่างออกไปจากแกนลำต้น การคัดสรรคุณภาพของไม้สปรู๊ซส่วนนี้เองจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อคุณภาพเสียงของไวโอลิน
 
 
เมเปิ้ล คือไม้อีกชนิดที่ถูกใช้ทำไวโอลินในส่วนที่เป็นแผ่นหลัง ส่วนคอ มีคุณสมบัติที่มีเนื้อแข็งที่มีคุณสมบัติในการคงรูปได้ดี และไม่มีความเปราะที่อาจทำให้เกิดการปริ แตกได้ง่ายเหมือน สปรู๊ซ ไม้เมเปิ้ลที่มีวงปีชัด ๆ จะทำให้เกิดลายไม้ที่สวยงามมีมิติในเนื้อ ชนิดนี้เป็นที่ชื่นชอบของช่างทำไวโอลิน ลายไม้นี้ถูกเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า ฟิกเกอร์ – figure หรือ เฟลม – flame นี้เกิดจากเนื้อเยื่อไม้ที่มีลายเป็นคลื่นในเนื้อ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากด้านหลังและด้านข้างของตัวไวโอลิน โดยจะเห็นเป็นแถบหรือเป็นปื้น เหลือบไปมา ไม้เมเปิ้ลจากแถบเทือกเขา คาร์พาเทียน (Capathian mountains) ในประเทศยูโกสลาเวีย และประเทศฮังการี ถูกจัดเป็นไม้คุณภาพดีที่สุดที่จะนำมาทำไวโอลินมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนี้ ก็เพราะว่าให้ลายไม้ที่มีขนาดกำลังดี ไม่กว้างหรือแคบเกินไป มีความเหลือบในลายไม้สูง สะท้อนให้เห็นความสวยงามของเนื้อไม้ได้ดีเมื่อถูกทาทับด้วยวานิช (varnish) ไม้ทุกส่วนที่จะนำมาใช้ทำไวโอลินจะต้องถูกเก็บไว้ในที่เก็บจำเพาะมีอุณหภูมิ และความชื้นเหมาะสมเพื่อไล่ความชื้นออกไปจากเนื้อไม้ให้ได้มาก ๆ เสียก่อนเป็นขั้นตอนที่กินเวลานานมาก ขั้นตอนนี้เรียกกันว่า บ่มไม้ - seasoned เพื่อในที่สุดแล้วจะทำให้เนื้อไม้มีความเสถียรมากขึ้น กว่าการเป็นไม้สด ๆ การบ่มไม้นี้ทำให้ราคาของไม้สูงมาก ไม้ที่เก็บไว้นานมากก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นตามจำนวนปีที่เก็บ ไม้ดี ๆ จะต้องเก็บไว้ตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือบางชิ้นก็ถูกเก็บไว้หลายสิบปีก่อนจะนำมาใช้ทำไวโอลินก็มี
 
 
ชนิดของไวโอลินตั้งแต่ราคาถูกที่สุดไปจนถึงแพงที่สุดอาจแบ่งเป็นหลายประเภท
 


ประเภทแรก เป็นประเภทที่ทำออกมาจากโรงงาน คราวละมาก ๆ ต้นทุนถูกได้รับการปรับแต่งมาบ้างบางจุด หรืออาจไม่ได้รับการใส่ใจในส่วนใดทั้งสิ้น ขอให้เป็นรูปร่างไวโอลิน และมีเสียงออกมาก็นำไปจำหน่ายได้

ประเภทสอง เป็นไวโอลินที่ทำมาจากร้านของช่างไวโอลินที่มีความชำนาญ ส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นโดยผู้ช่วยของช่างใหญ่ในร้าน และทำภายใต้การควบคุมของช่างใหญ่ในร้านโดยตรง

ประเภทสามไวโอลินที่ทำโดย มือสมัครเล่น ซึ่งแน่นอนทำเพื่อจำหน่าย และ ไวโอลินจากอิตาลีที่ทำขึ้นในรุ่นใหม่ ๆ นี้ก็มีจำนวนมาก ที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ทำโดยมือสมัครเล่น

ประเภทสี่ มาสเตอร์ ไวโอลิน หมายถึงไวโอลินที่ทำขึ้นจากฝีมือของช่างที่เชียวชาญและ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของไวโอลินก็เป็นฝีมือของคน ๆ เดียวล้วน ๆ สำหรับไวโอลินประเภทนี้การตั้งราคาของมันไม่ได้เกี่ยวเลยว่าไวโอลินตัวนั้น ๆ จะเสียงดี หรือไม่ดี ราคาจะสูงมากทั้งนั้น

ไวโอลินระดับสุดยอด เช่น ไวโอลินของสตราดิวารี หรือ กูอาร์เนอรี่ ฯลฯ เป็นต้น มีราคาสูงเกินกว่านักเล่นปกติจะมีไว้ในครอบครองได้ เป็นไวโอลินที่คนทำจัดว่าอยู่ในกลุ่มช่างไวโอลินระดับโลกในอดีต และไวโอลินประเภทนี้มักจะใช้เป็นไวโอลินคู่มือของกลุ่มนักเล่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก หรืออยู่ในครอบครองของรัฐ และองค์กรเอกชนที่ร่ำรวย

วานิช – varnish
 


 
         หน้าที่สำคัญของวานิชก็คือปกป้องเนื้อไม้ ซึ่งวานิชจะช่วยยึดผิวไม้เข้าด้วยกันช่วยป้องกันการเกิดรอยแตกที่เกิดขึ้นเป็นทางยาวบาง ๆ ดูคล้ายเส้นผม จึงเรียกว่า แฮร์ ไลน์ แคร็ก - Hairline crack นอกจากนั้นยังช่วยในเรื่องลดรอยขูดขีดที่อาจทำลายความงามของผิวไม้ และยังช่วยชะลอความชื้นในอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไปในเนื้อไม้อย่างรวดเร็ว
 
         วานิชที่ผสมมาเหลวจนเกินไป ก็ไม่ดีเนื่องจากจะทำให้ไวโอลินมีเสียงอับ ๆ ไม่ใสกังวาน โดยเฉพาะหากทาหลายชั้นจนเกินไปก็อาจจะทำให้ผิวไม่แห้งสนิท มีความรู้สึกเหนียวหนึบบนผิวไวโอลินได้ วานิชที่ผสมให้ข้นจนเกินไปเมื่อแห้งแล้วทำให้พื้นผิวหนา แข็งมาก ก็จะทำให้ไวโอลินมีเสียงหยาบกระด้างได้ ส่วนวานิชที่มีลักษณะเปราะง่ายเนื่องจากผสมผิดสัดส่วน หรือส่วนผสมด้อยคุณภาพนั้นมักจะหลุดล่อนเป็นแผ่นเล็ก ๆ และหลุดออกมาจากตัวไวโอลินมีลักษณะเป็นแผ่น หรือเป็นเกล็ด ๆ
               
ดังนั้นการเลือกใช้วานิช และการผสมที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีลักษณะที่ไม่หนืดเกินไป หรือไม่กระด้างเกินไป ต้องมีความยืดหยุ่นในตัวพอเหมาะ เกาะติดกับเนื้อไม้ได้ดี และสามารถทาทับได้หลายชั้นโดยไม่จับตัวกันหนาจนเกินไป คุณสมบัติที่เหมาะสมนี้เองจะเป็นตัวเสริม หรือตัวบั่นทอนประสิทธิภาพของเสียงไวโอลินตัวนั้น ๆ วานิชเมื่อมีอายุเก่ามากขึ้น ๆ จะทำให้เกิดลักษณะเฉพาะตัวที่งดงามขึ้น เกิดจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงของโทนสีของวานิชเอง
               
วานิชที่ใช้ในการทำไวโอลิน มีสองชนิด ชนิดแรก เรียกว่า ออล์ย วานิช - Oil varnish (มีส่วนผสมของน้ำมันลินสีด หรือ น้ำมันวอลนัท ซึ่งจัดเป็น น้ำมันช่วยกระตุ้นการแห้งตัวของวานิช เมื่อถูกแสงและอากาศ) และส่วนอีกชนิดที่ใช้กันมากคือ สปิริต วานิช - Spirit varnish (มีส่วนผสมของอัลกอร์ฮอล) ทั่วไปแล้ว การลงวานิช จะใช้สี เหลืองอมสีทองอ่อน หรือ สีแอมเบอร์ เป็นสีรองพื้นก่อนลงสีอื่น ๆ ทับ เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ทั้งสีไม้ สีวานิช และยางไม้ที่ผสมในวานิชก็จะทำการเปลี่ยนสีค่อนไปทางอมเหลือง อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนสีออกไปในทางสีเหลืองนี้ก็ไม่ใช่เป็นตัวบอกได้ว่ามีการผสมสีเหลืองเข้าไปในวานิชโดยความตั้งใจของช่างไวโอลิน เป็นปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะไวโอลินมีอายุที่มากขึ้นมากกว่า
 
การหยิบจับไวโอลินที่ถุกต้อง
 
         การหยิบจับไวโอลิน โดยเฉพาะไวโอลินเก่าควรทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากวานิชที่ทาอยู่บนเนื้อไม้นั้น จะค่อนข้างอ่อนแอมากขึ้นตามอายุความเก่าแก่ของไวโอลิน ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือจับตัวของไวโอลินโดยตรงโดยไม่มีความจำเป็น เนื่องจากความร้อนและความชื้นรวมถึงน้ำมันที่อยู่บนผิวหนังอาจทำให้เกิดร่องรอยอันไม่พึงประสงค์ เช่นลายนิ้วมือ ฯลฯ บนตัวไวโอลินได้ การลบรอยออก หรือทำให้จางลงทำได้ลำบาก และมักมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังอาจทำให้วานิชส่วนใกล้เคียงได้รับความเสียหายตามไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังไม่ให้ส่วนต่าง ๆ ของไวโอลินไปกระทบกระแทกกับ กล่อง สร้อย แหวน กระดุมเสื้อ ขาตั้งโน๊ต คันชัก ฯลฯ ควรเก็บไวโอลินไว้ในกล่องให้เรียบร้อยเสมอ
 
การทำความสะอาด
 
          การทำความสะอาดทุกครั้งโดยใช้ผ้าที่สีไม่ตก เนื้อนุ่มสะอาด เป็นชนิดที่ไม่มีใยผ้าหลุดร่วงง่าย ใช้เช็ดรอยฝุ่นจากยางสน บนฟิงเกอร์บอร์ด บนสาย บนแผ่นหน้า รวมถึงรอยเหงื่อบนที่รองคาง และคอไวโอลินด้วย เป็นขั้นตอนที่จำเป็นที่ต้องทำทุกครั้งหลังการใช้งาน หากไวโอลินมีคราบสกปรกสะสมรวมกับฝุ่นยางสนเกาะอยู่บนแผ่นหน้ามาก ๆ อาจจะทำให้ไวโอลินตัวนั้นอับเสียงลงไปได้ เพราะไม้แผ่นหน้าขาดความยืดหยุ่น และเมื่อมากขึ้นจนผู้เล่นไม่สามารถทำความสะอาดได้เองก็ต้องนำไปให้ร้านที่เชี่ยวชาญทำให้ ซึ่งค่าทำความสะอาดประเภทนี้ค่อนข้างจะสูง เพราะต้องใช้ช่างที่ชำนาญงานเท่านั้น การใช้น้ำยาทำความสะอาด อาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้เลย หากไวโอลินได้รับการดูแล อย่างสม่ำเสมอ จะไม่มีคราบยางสนเกาะอยู่ ในกรณีที่ต้องใช้จริง ๆ ต้องซื้อน้ำยาที่ผลิตขึ้นเฉพาะ และทดสอบกับพื้นผิวในบริเวณเล็ก ๆ ในส่วนที่มองไม่ค่อยเห็นก่อนเนื่องจากน้ำยาแต่ละยี่ห้ออาจจะทำปฎิกิริยากับผิววานิชแตกต่างกันออกไป
 
ชนิดวัสดุที่นำมาทำคันชักไวโอลิน
 
 
 
          ปัจจุบันนี้ มีการนำวัสดุต่าง ๆ นอกจากไม้มาใช้ทำคันชักไวโอลิน ดั้งเดิมคันชักไวโอลินมันจะทำมาจากไม้ที่มีชื่อว่าเพอนัมบุ๊คโค่ (Pernambuco) ไม้ชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศบราซิล ในป่าฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติคเท่านั้นซึ่งปัจจุบันก็นับวันไม้ชนิดนี้ที่มีคุณภาพ และอายุที่เหมาะกับการนำมาทำคันชักก็มีลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนกระทั้งต้องมีการปลูกทดแทนขึ้นใหม่ แต่คุณภาพของเนื้อไม้ก็มีแตกต่างไปจากเดิม และปัจจุบันไม้ที่ได้คุณภาพมีราคาสูงมาก จนในที่สุดก็มีการคิดค้นวัสดุสังเคราะห์ประเภทซินเทติกมาใช้ทดแทน และก็ค่อย ๆ มีการปรับปรุงคุณภาพให้มีความใกล้เคียงกับไม้ อีกทั้งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ 
 
ไม้บราซิลวู๊ด – Brazilwood
 
          ไม้ชนิดนี้เป็นไม้ประจำถิ่นของแถบอเมริกาใต้ ไม้ชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วตอบสนอง และให้เสียงที่ดีเมื่อนำไปทำเป็นคันชักไวโอลินหากแต่ยังขาดความยืดหยุ่นและความหนาแน่นของเนื้อไม้ยังด้อยกว่าไม้เพอนัมบุ๊คโค่ อย่างไรก็ดีคันชักที่ทำจากไม้ชนิดนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะราคาไม่สูงเหมาะสำหรับผู้เล่นระดับต้นและระดับกลาง
 
ไม้เพอนัมบุ๊คโค่-Pernambuco
 
          ไม้ชนิดนี้จัดว่าเป็นไม้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาทำคันชักและมีราคาแพง มีการนำไม้ชนิดนี้มาใช้กว่าสองร้อยปีมาแล้ว เนื้อไม้ชนิดนี้ก็มีหลายเกรด ราคาคันชักที่ต่ำที่สุดที่หาได้ในต่างประเทศก็สามารถหาซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่า 100 เหรียญ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะเป็นของที่มีคุณภาพพอใช้ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันโดยทั่ว ๆ ไปในต่างประเทศว่าคันชักที่ทำจากไม้ชนิดนี้หากมีราคาต่ำขนาดนี้ก็ไม่ใช่ของที่มีคุณภาพดี และยังอาจมีคุณภาพสู้ไม้บราซิลวู๊ดในราคาเดียวกันไม่ได้ ส่วนคันชักไม้คุณภาพดีมากนั้นจะมีราคาสูงถึงหลายหมื่นบาทปัจจุบันนี้มีการออกกฎหมายห้ามตัดไม้ประเภทนี้ วัตถุดิบมักจะได้มาจากสต๊อกไม้เก่าของผู้ค้าไม้ หรือไม่ก็ได้มาจากการลักลอบตัด ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โรงงานทำคันชักที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่งในบราซิลก็ทำการเริ่มรณรงค์ปลูกป่าไม้เพอนัมบุ๊คโค่เพื่อให้มั่นใจว่าในอนาคต ธุรกิจการทำคันชักในบราซิลจะยังคงเป็นธุรกิจที่สำคัญของประเทศอยู่ และยังมีผลดีต่อนักไวโอลินทั่วโลกด้วย
 
ไฟเบอร์กลาส – Fiberglass
 
          ไฟเบอร์กลาส จัดเป็นวัสดุสังเคราะห์ชนิดแรกที่นำมาใช้ทำคันชัก มีคุณสมบัติที่ทนทานต่อการใช้งานค่อนข้างมาก มีราคาถูกเหมาะสำหรับนักเรียนเด็ก ๆ ที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการดูแลรักษาคันชักไม้
 
คาร์บอน คอมโพไซท์ - Carbon composite
 
          ทำมาจากส่วนประกอบของคาร์บอน นำมาผสมรวมกับวัสดุอื่น ๆ อีก เพื่อให้มีความทนทาน ควบคุมง่าย และให้เสียงที่ดีกว่าคันชักทำจากไฟเบอร์กลาส เหมาะสำหรับนักเรียนวัยรุ่นที่พึ่งเริ่มเรียน ไปจนถึนนักเรียนระดับกลาง
 
คาร์บอน ไฟเบอร์-Carbon Fiber

          คาร์บอน ไฟเบอร์เป็นวัสดุรุ่นล่าสุดในกลุ่มของวัสดุสังเคราะห์ คันชักที่ทำมาจากวัสดุชนิดนี้ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อพยายามเลียนแบบความรู้สึกสัมผัสที่ได้จากคันชักไม้เพอนัมบุ๊คโค่เกรดสูง อีกทั้งให้คุณภาพเสียงที่ใกล้เคียงกันด้วย นอกจากนี้ยังมีการตอบสนองต่อการเล่นได้ดี มีจุดศูนย์ถ่วงดี ควบคุมได้ง่าย ราคาไม่สูงเท่าคันชักไม้เกรดดี หาซื้อได้ง่าย มีคุณภาพเท่าเทียมกันทุกชิ้น ทำให้เป็นที่สนใจของนักเรียน และผู้เล่นสมัครเล่นหรือนักดนตรีอีกด้วย
 
มานีลการา โกกี-Manilkara Kauki (similar to Pernambuco)
เป็นไม้อีกชนิดที่สามารถนำมาใช้ทำคันชักได้ส่วนใหญ่มาจากจีน มีประสิทธิภาพด้อยกว่าเพอนัมบุ๊คโค อีกทั้งยังราคาถูกกว่ามากมักมีเนื้อไม้สีแดงอมส้ม มีสี ความหนาแน่นและน้ำหนักใกล้เคียงมากจนอาจทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดได้ง่าย
 
หางม้าที่ดีมาจากไหน
 
 
แหล่งหางม้าดี
 
         หางม้าที่ดีได้มาจากม้าที่ถูกเลี้ยงในเขตภูมิอากาศหนาวเย็น ได้รับอาหารจำกัดเพื่อบังคับให้เกิดปฏิกิริยาในร่างกายทำให้สร้างหางคุณภาพสูง หางม้าดังกล่าวนี้จะงอกช้า ยาวช้า ดังนั้นทำให้โครงสร้างของหางมีความหนาแน่นและละเอียดกว่าปกติ อีกประการคืออัตราการเจ็บป่วยของม้าในเขตหนาวมีต่ำทำให้หางงอกออกมายาวสม่ำเสมอ หางม้าที่มีคุณภาพดีที่สุดจะได้มาจากเขตประเทศจีนตอนเหนือรวมมองโกเลียและ มองโกเลียใน ไซบีเรีย อาเจนติน่าและคานาดา
 
การคัดหางม้า
 
          หางม้าจะถูกคัดแบบหยาบ ๆ ก่อนจากความยาว มัดเป็นขดใหญ่เป็นท่อน ๆ จากนั้นจึงถูกส่งไปที่โรงงานเพื่อผ่านกรรมวิธีล้าง ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรค ซึ่งส่วนใหญ่จะทำที่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้โรงงานจะทำการคัดหางม้าอีกรอบโดยให้ได้ความยาวที่เท่ากันซึ่งเรียกว่า ดับเบิ้ล ดรอว์อิ้ง double drawing ในขั้นตอนนี้หางม้าที่บิดงอ มีตำหนิ ไม่กลมสม่ำเสมอจะถูกคัดออกไปจนหมด
 
ยางสน

 
          ยางสนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนี่งสำหรับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย มักมีข้อสงสัย อยู่เสมอว่าจะต้องเหนียวแค่ไหน ถูยางสนอย่างไรถึงถูกต้อง ความถี่ในการใช้ และการทำความสะอาดเมื่อเกิดคราบบนอุปกรณ์ ฯลฯ ยางสนมีหลายประเภทปัจจุบันนี้มีการผลิตแยกออกไปว่าเหมาะกับเครื่องสายประเภทไหน เนื่องจากยางสนมีความหนืดต่าง ๆ กันไปโดยอาจจำแนกได้จาก สี เช่นสีอ่อนมาก มีความหนืดน้อย เหมาะสมที่จะใช้ในเขตที่มีภูมิอากาศอบอุ่น มีความชื้นในอากาศสูง เหมาะที่สุดเพื่อใช้กับไวโอลิน หรือ สีเข้มมาก มีความหนืดสูงใช้กับเบส เป็นต้น อย่างไรก็ตามยางสนที่ใช้กับไวโอลิน วิโอลา และเชลโล่ ค่อนข้างมีความหนืดคล้ายกัน ยางสนที่ใช้กับเบสนั้น เนื้อของก้อนยางสนค่อนข้างมีความอ่อนเพื่อให้มีความหนืดสูงกว่ายางสนชนิดอื่น ๆ
 
          ส่วนวิธีการใช้ยางสนโดยทั่ว ๆ ไปแล้วคือทำการเคลือบหางม้าให้ทั่วถึงในปริมาณที่เท่ากัน และไม่มากจนเกินไป ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดฝุ่นของยางสนฟุ้งมากในขณะเล่นทำให้ไวโอลินและคันชักมีคราบสกปรกเหนียวเกาะอยู่ หากเผลอทิ้งไว้นานจะทำความสะอาดลำบาก การถูยางนั้น สำหรับคันชักเก่าที่ใช้งานเป็นประจำควรถูประมาณสามครั้งจากฟร๊อกไปถึงปลายคันชัก ไม่จำเป็นต้องถูย้อนไปมาก และพยายามหันวนก้อนยางสนไปด้วย จะได้ไม่ทำให้หางม้ากินก้อนยางสนเข้าไปอยู่จุดเดียว เกิดเป็นรอยร่องทำให้ผิวยางสนไม่เรียบ และจะทำให้ใช้งานไม่สะดวก ส่วนคันชักใหม่ที่ยังไม่เคยใช้งานก็อาจจะต้องถูยางสนสักแปดหรือสิบครั้งจึงพอ
 
เชื่อหรือไม่?

  • แรงดึงของสายไวโอลินมีสูงมากคือ สายอี สูงสุด คือ 8.97 kg. แรงดึงรวมทุกสาย 28.42 kg.

  • ไวโอลินท้องป่องเหมาะกับหย่องเตี้ยสักนิด ส่วนไวโอลินที่ท้องไม่ป่องมากเหมาะกับหย่องสูง

  • ถ้าไวโอลินมีไม้แผ่นหน้าหนาและแข็งมาก มักจะเสียงดีขึ้นเมื่อใช้หย่องไม้เนื้อไม่แข็งมากและตีนหย่องต้องตัดให้บางด้วย

  • ไม้แผ่นหน้าที่ดีต้องลายเสี้ยนไม้ตรงแน่งตรงกลาง และลายค่อย ๆ กว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงขอบไวโอลิน

  • ช่วงห่างที่ดีระหว่างสายจี และ สายอี บนหย่องควรจะห่างกันประมาณ 30mm

  • ความกว้างของหางปลาที่ดี ควรจะเท่ากับความกว้างของช่วงปลายฟิงเกอร์บอร์ดคือ 45mm

  • Alfred Ebsworth Hill บอกว่าไวโอลิน โมเดล สตราดิวารี (สแตนดาร์ด โมเดล) จะใช้เวลาสัก 50-60 ปี คุณภาพเสียงถึงจะออกมาเต็มที่ แปลว่าอย่าคาดหมายให้ไวโอลินใหม่จะมีเสียงฉ่ำโปร่งเหมือนไวโอลินเก่าได้ง่าย ๆ

  • ช่วงเบรกอินของไวโอลินใหม่ที่คุณภาพดีจะมีสามช่วง คือ ช่วงแรกเริ่มดีขึ้น ช่วงสองเสียงเกิดหยาบขึ้นเล็กน้อย ช่วงสาม เสียงจะกลับมาดีขึ้นอีกหลังจากผ่านช่วงสองมาแล้วประมาณสามเดือน หลังจากนี้ก็จะหยุดเบรกอิน แต่ละตัวจะไม่เท่ากัน

  • Sibire บอกว่าไวโอลินที่ดี เมื่อเซ็ทอัพมาดีแล้ว เสียงในตอนแรกที่ยังไม่ผ่านระยะเบรกอินมักจะเกรกกราก ไม่เนียน (brittle) จะเป็นเฉพาะช่วงแรกและก็จะเริ่มเสียงดีขึ้นภายหลัง ส่วนไวโอลินใหม่ที่เสียงดีเลยตั้งแต่แรกโดยไม่ผ่านระยะเบรกอิน คุณภาพเสียงมักจะตกลงเมื่อเล่นไปสักพักเสมอ

  • การบ่มไม้ (air dry) มีระยะนานที่สุดคือไม่เกิน 12 ปี ความชื้นหายหมดแล้ว นำมาทำไวโอลินดีได้ฉะนั้นไม้บ่มมา 40 ปีก็ไม่ได้แห้งกว่า 12 ปี......แต่แพงกว่าเพราะเก็บมานานมั๊ง นักฟิสิกส์เขาพิสูจน์แล้ว






Copyright © 2010 All Rights Reserved.
METRO MUSIC ROOM "Let's add more music to your life" Mobile: 0863420594